เปิดประตูสู่อาเซียน

Authors

รศ.ดร.ราเชนทร์ ชินทยารังสรรค์ อดีตคณบดี คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียและอาเซียน

Published

NIDA Impacts ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – ตุลาคม 2568

https://sikhio2-nida.todsorb.dev/wp-content/uploads/2025/12/68-02-NIDA-Impacts.pdf


“อาเซียนก่อตั้งขึ้นในปี 2510 (ค.ศ. 1967) ด้วยคำประกาศ ASEAN Declaration โดยสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ แต่เริ่มมีบทบาทชัดเจนเมื่อญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาบีบให้ขึ้นค่าเงินเยนรวมทั้งมาตรการอื่น ๆ ที่มุ่งจำกัดการส่งออกของญี่ปุ่นหลังจากการทำข้อตกลงที่เรียกว่า Plaza Accord ในปี 2528 (ค.ศ. 1985) ญี่ปุ่นจึงมีนโยบายย้ายฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำให้เริ่มมีการลงทุนในอาเซียน จนเป็นที่มาให้อาเซียนมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเข้าสู่ยุคทศวรรษ 2530 (ค.ศ. 1987-1996) เศรษฐกิจของอาเซียนที่เติบโตรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) ตาม ๆ กัน การรวมกลุ่มของประเทศกระชับมากขึ้น โดยมีความร่วมมือที่เด่นชัดคือเขตการค้าเสรีของอาเซียน (AFTA) ซึ่งส่งผลให้เกิดการนำเข้าและการส่งออกในภูมิภาคอย่างคึกคัก อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เติบโตเร็วกว่าได้ทำให้การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลก็คือหนี้ต่างประเทศสูงขึ้นมากจนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีค่าเงิน นำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 (ค.ศ. 1997) ระหว่างนี้ประเทศสมาชิกในอาเซียนได้เพิ่มจำนวนจนมีถึง 10 ประเทศในปัจจุบัน* และอยู่ในที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของสองประเทศที่กำลังมีบทบาทสำคัญของโลกอย่างจีนกับอินเดียยิ่งขึ้น ๆ ขณะเดียวกันสหรัฐฯ และญี่ปุ่นก็ยังคงรักษาบทบาทของตนต่อไป ทำให้อาเซียนจำเป็นต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้มั่นคงเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการรับมือกับมหาอำนาจทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว”
*สัมภาษณ์ก่อนที่ติมอร์-เลสเต ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ ในฐานะสมาชิกลำดับที่ 11 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568

ที่ผ่านมาชาวกัมพูชาและชาวเมียนมาจึงได้อพยพเข้ามาทำงานในไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนไทยควรให้ความเห็นใจ การที่วิชาประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนมักปลูกฝังทัศนคติแบ่งแยกพวกเรากับพวกเขาทั้งที่เราเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการทำศึกสงครามในสมัยโบราณ ทำให้เราอาจลืมไปว่า 400 กว่าปีของกรุงศรีอยุธยาถึงแม้มีการรบกันก็น้อยกว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และเป็นเรื่องปกติธรรมดาของทุกสังคมที่จะต้องเผชิญทั้งช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ เราอาศัยร่วมกันมาอย่างยาวนาน มีวัฒนธรรมที่ผสมผสานหลอมรวม มีบรรพบุรุษร่วมกัน เป็นต้นทุนที่ดีของอาเซียนในการจะผนึกรวมกัน

ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด เพราะเรามีความขัดแย้งบริเวณชายแดนทั้งกับเมียนมาและกัมพูชา ปัญหาใหญ่อีกประการก็คือขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้กับไทยอย่างมาก เพราะคนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชนทั้งที่ต้นเหตุล้วนมาจากผู้นำ โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาในไทยที่ถูกบังคับให้กลับภูมิลำเนาจนกว่าสถานการณ์ตึงเครียดทางด้านความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะคลี่คลาย เขาเหล่านี้คือคนที่เข้ามาช่วยสร้างอนาคตให้ประเทศของเราที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้น เรื่องสำคัญที่สุดอันดับแรกสำหรับอาเซียนก็คือทัศนคติต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

หลายคนต้องการเห็นอาเซียนพัฒนาตามอย่างสหภาพยุโรป (EU – European Union) แต่อาเซียนมีรูปแบบของตัวเองที่ดีอยู่แล้ว เพราะการจะเป็นอย่าง EU จะต้องมีรัฐบาลกลางทำหน้าที่ในการกำกับดูแลให้ประเทศสมาชิกรักษากฎกติการ่วมกัน ทำให้ประสบปัญหาอยู่บ่อยครั้งในการลงมติ เราจะยอมรับรัฐบาลกลางของอาเซียนที่ถูกตั้งขึ้นมาหรือไม่ก็นับเป็นปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง

อาเซียนมีกลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร และมีความพยายามขยายความร่วมมือออกไป มีการทำสนธิสัญญาการค้าเสรีอาเซียนกับประเทศสมาชิก และกับประเทศนอกกลุ่ม เช่น อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJFTA) อาเซียน-จีน (ACFTA) อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) หลายคนไม่ทราบว่าเป็นเครือข่ายการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะ 10 ประเทศอาเซียนก็มีประชากรรวมเกินกว่า 680 ล้านคนแล้ว หากรวม
กับประชากรนอกอาเซียนก็จะยิ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ดังนั้น ถ้ากลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนมีความเข้มแข็งก็จะทำให้อาเซียนมีบทบาทอย่างมาก เช่น ในการต่อรองมหาอำนาจที่ทุกประเทศยำเกรงอย่างสหรัฐอเมริกาจากนโยบายการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์”

“ไทยยังมีโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาเซียนได้อีกมาก แต่ไม่ควรตั้งโจทย์ว่าจะเป็นคู่แข่งกับใคร เพราะเรากำลังแข่งกับตัวเอง ปัญหาของไทยที่ทราบกันดีคือไม่สามัคคีกัน อีก 7 ปีประชาธิปไตยของไทยจะครบรอบ 100 ปี แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยอยู่ในระดับที่ต่ำลง สาเหตุสำคัญคือคอร์รัปชันและอิทธิพลของนายทุนทุกระดับ ไทยไม่อาจจะพัฒนาได้หากปัญหาการเมืองยังฉุดรั้งอยู่”